หน้าร้าน ลองของจริง089-894-9491
ตะกร้าของฉันการจัดส่ง
  • ไทย
  • English
  • 中文
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • العربية
ABC the Baby
รถเข็นเด็กพับเล็กTripp Trappคาร์ซีทขวดนม Tommee Tippeeของเล่น Hapeของขวัญเยี่ยมคลอด
รถเข็นเด็กพับเล็กTripp Trappคาร์ซีทขวดนม Tommee Tippeeของเล่น Hapeของขวัญเยี่ยมคลอด
  • ไทย
  • English
  • 中文
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • العربية
  • หน้าแรก
  • ร้านค้า
  • บทความ
  • รีวิว
  • สาขา
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

รับโปรและโค้ดลดก่อนใคร

แอดไลน์ ABC the Baby รับโปรโมชัน สินค้าเข้าใหม่ และบทความดี ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่

แอดไลน์รับโปร
ABC the Baby

ABC the Baby คือร้านขายของเด็กพรีเมี่ยม จำหน่ายของใช้ทารกแรกเกิด ของใช้เตรียมคลอดคุณแม่ ของขวัญเด็กแรกเกิด รถเข็นเด็ก คาร์ซีท เป้อุ้มเด็ก และเครื่องปั๊มนม มีหน้าร้านให้ลองสินค้าจริง

เกี่ยวกับ ABC the Baby

  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
  • รีวิวสินค้า
  • สาขา
  • ลงทะเบียนรับประกันสินค้า

ช้อปปิ้ง

  • สินค้าทั้งหมด
  • สินค้าลดราคา
  • ตะกร้า
  • การจัดส่ง

ช่วยเหลือ

  • ติดต่อเรา
  • การคืนสินค้า
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว

ชำระเงิน

พร้อมเพย์VisaMastercardJCBUnionPayAmerican ExpressK PLUSSCB EASYBangkok BankKrungsriTrueMoneyShopeePayLINE Pay

คุยกับเรา

LINE OAMessenger

หน้าร้าน · 3 สาขา

  • สาขาเมกา บางนา
  • สาขาวิภาวดีรังสิต
  • สาขาพระราม 2
  • หาสาขาใกล้ฉัน
© 2026 ABC the Babyนโยบายความเป็นส่วนตัวการคืนสินค้า
หน้าแรกสินค้าลดราคาของขวัญสาขา

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ

  • แชท LINE
  • แชท Messenger
  • โทรหาเรา
  1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. การเลี้ยงลูก
  4. วิธีแก้ ลูกชอบโยนของเวลาโกรธ ปาข้าวของ ควรจัดการอย่างไรดี
  • การเลี้ยงลูก

วิธีแก้ ลูกชอบโยนของเวลาโกรธ ปาข้าวของ ควรจัดการอย่างไรดี

23 ต.ค. 2566อัปเดต 17 ต.ค. 2569อ่าน 8 นาที
คุณพ่อสอนลูกเก็บของเล่นเมื่ออารมณ์ดีขึ้น

ไปที่หัวข้อ

  1. สรุปสั้น ๆ
  2. พฤติกรรมลูกชอบโยนของ เกิดจากอะไร ?
  3. วิธีแก้ ลูกชอบโยนของควรทำอย่างไร ?
  4. สรุป
  5. คำถามที่พบบ่อย
  6. แหล่งอ้างอิง

ลองของจริงก่อนซื้อ

หน้าร้าน 3 สาขา ลองรถเข็น คาร์ซีท ได้จริง

ดูสาขาช้อปออนไลน์

การโยนของเป็นพฤติกรรมปกติของเด็กราว 9–18 เดือนที่กำลังเรียนรู้เหตุและผล และพบบ่อยในวัย 1–3 ปีที่ยังพูดบอกความรู้สึกได้ไม่ดี วิธีแก้คือเก็บของอันตรายให้พ้นมือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกสงบใจ สอนให้ลูกใช้คำพูดบอกความรู้สึก และเป็นแบบอย่างด้วยการไม่ตะโกนหรือตี หากยังปาของบ่อยหลังอายุ 4–5 ปีหรือทำร้ายคนอื่น ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก

สารบัญ (6 หัวข้อ)
  1. สรุปสั้น ๆ
  2. พฤติกรรมลูกชอบโยนของ เกิดจากอะไร ?
  3. วิธีแก้ ลูกชอบโยนของควรทำอย่างไร ?
  4. สรุป
  5. คำถามที่พบบ่อย
  6. แหล่งอ้างอิง

สรุปสั้น ๆ

  1. 01

    การโยนของในวัย 9–18 เดือนเป็นการเรียนรู้เหตุและผลตามวัย ไม่ใช่ความก้าวร้าว

  2. 02

    เด็กวัย 1–3 ปีมักปาของเวลาโกรธ เพราะยังพูดบอกความรู้สึกได้ไม่ดี

  3. 03

    เก็บของแข็งหรือแตกง่ายให้พ้นมือ และจัดมุมปลอดภัยให้ลูกไปสงบใจเมื่อโกรธ

  4. 04

    พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างด้วยการสงบอารมณ์ ไม่ตะโกน ไม่ขว้างของ และไม่ตี

  5. 05

    หากยังปาของบ่อยหลังอายุ 4–5 ปีหรือทำร้ายผู้อื่น ควรปรึกษากุมารแพทย์

สินค้าที่พูดถึงในบทความ

  • Taf Toys ตุ๊กตานุ่ม Plush Toy 0 เดือนขึ้นไปTaf Toys ตุ๊กตานุ่ม Plush Toy 0 เดือนขึ้นไป

บทความแนะนำ : 5 สิ่งบ่งบอกได้ว่า ลูกพัฒนาการช้า เกิดจากอะไร? ควรทำอย่างไร?

ลูกน้อยโยนของเล่นเวลาโกรธ

พฤติกรรมลูกชอบโยนของ เกิดจากอะไร ?

พฤติกรรมของลูกที่ชอบโยนของเวลาอาจมีสาเหตุหลายปัจจัย และส่วนตัวขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อาจมีสาเหตุจากความสะสมของความรู้สึก, การตอบสนองของครอบครัว, การแสดงอารมณ์, ความสนใจในการทดลอง, สภาพแวดล้อม,  และความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุผลของพฤติกรรมนี้.

การแก้ปัญหาพฤติกรรมการโยนของเวลาของลูกอาจจำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากครอบครัว และการสำรวจสาเหตุที่อาจเป็นผลในพฤติกรรมนี้ การควบคุมอารมณ์ และการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการนี้.

ลูกโยนของแบบไหนเป็นเรื่องปกติตามวัย?

ช่วงอายุประมาณ 9–18 เดือน การทำของตกและการโยนของเป็นพฤติกรรมปกติของการเรียนรู้ ลูกกำลังทดลองเรื่องเหตุและผล ฝึกกล้ามเนื้อมือ และสนุกที่ได้เห็นผู้ใหญ่ตอบสนอง พอเข้าวัย 1–3 ปี เด็กมักโยนหรือปาของเวลาโกรธหรือหงุดหงิด เพราะยังพูดบอกความรู้สึกได้ไม่ดีนัก อาการโวยวายและอาละวาดแบบนี้พบได้บ่อยในเด็กวัยเตาะแตะ และมักลดลงเมื่อลูกพูดสื่อสารได้มากขึ้นราววัย 3–4 ปี ตามข้อมูลของ American Academy of Pediatrics และ NHS

ควรปรึกษากุมารแพทย์หากลูกยังอาละวาดและปาของบ่อยมากหลังอายุ 4–5 ปี ปาของใส่คนอื่นหรือทำร้ายตัวเองจนบาดเจ็บ หรือมีพัฒนาการด้านการพูดช้าร่วมด้วย

วิธีแก้ ลูกชอบโยนของควรทำอย่างไร ?

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

มุมปลอดภัยให้ลูกได้สงบอารมณ์

สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับลูกเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และความรัก ความเอาใจใส่ ในครอบครัว

  • สร้างพื้นที่ส่วนตัว: ให้ลูกมีพื้นที่ส่วนตัวที่เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่เขา/เธอสามารถใช้เพื่อรับมือกับความโกรธ ส่วนนี้อาจเป็นห้องนั่งเล่น หรือมุมเล็กในห้องของลูกที่เขา/เธอสามารถหลีกเลี่ยงการโยนของ และพักผ่อน.

  • ควบคุมระดับเสียง: ระดับเสียงที่เงียบสงบมักช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และสงบ อย่าให้เสียงเรียกหา หรือสร้างความรุนแรงที่ไม่จำเป็นในบ้าน.

  • ติดตั้งกฎ และข้อบังคับ: กำหนดกฎ และข้อบังคับในบ้านที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ยอมรับ และความรู้สึกที่สามารถแสดงออกมา นี้ช่วยในการเรียนรู้ 

  • เล่นร่วมกัน: การเล่นร่วมกับลูกเสริมสร้างความสนใจ และความรู้สึกที่ดี และช่วยลดความโกรธของลูก.

  • คุย และสนับสนุน: คุยกับลูกเกี่ยวกับความรู้สึก และความโกรธของเขา และสนับสนุนให้ลูกรู้ว่าคุณอยู่ข้างๆ และสนับสนุนเมื่อมีปัญหา.

ข้อควรระวัง: เก็บของแข็ง ของแตกง่าย และของมีคมให้พ้นมือลูก หากลูกปาของใส่คนอื่นหรือสัตว์เลี้ยง ให้จับมือลูกไว้อย่างนุ่มนวล บอกสั้น ๆ ว่า "ปาใส่คนไม่ได้ เพราะเจ็บ" แล้วเก็บของชิ้นนั้นไปก่อน

2. สร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

พ่อแม่พูดคุยเรื่องอารมณ์กับลูก

การสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ของลูก และการจัดการอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลในการพัฒนาทักษะที่สำคัญในชีวิตของลูก แนวทางที่พ่อแม่ทำได้มีดังนี้:

สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ของลูก:

  • ให้เวลาสำหรับการพูดคุย: คุยกับลูกเกี่ยวกับอารมณ์ และความรู้สึกของเขา แสดงความสนใจ และเข้าใจ.
  • ใช้ภาษาของอารมณ์: ช่วยลูกให้เรียนรู้การพูดถึงอารมณ์ของตนเอง และให้มีคำศัพท์ที่เหมาะสมในการแสดงความรู้สึก.
  • ใช้สื่อมัลติมีเดีย: สื่อมัลติมีเดียเป็นเครื่องมือที่ดีในการสอน และเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ ใช้หนังสือเรื่องเด็ก วิดีโอ และแอปพลิเคชันที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการพัฒนาทักษะในการรู้สึก และจัดการอารมณ์.

การสร้างพื้นฐานเหล่านี้ช่วยสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับความสุขและการเจริญของลูกในอนาคต การเรียนรู้และจัดการอารมณ์เป็นทักษะที่มีผลในชีวิตทุกด้านและที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพและความสำเร็จของลูกในอนาคต.

บทความแนะนำ : แนะนำ 7 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เด็กไม่ค่อยพูดทำอย่างไรดี?

3. สอนทักษะการจัดการอารมณ์

สอนลูกให้รู้จักจัดการอารมณ์

การสนับสนุนทักษะในการจัดการอารมณ์ของลูกเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยเขาในการรับมือกับอารมณ์อย่างเหมาะสม นี่คือวิธีที่คุณสามารถทำเพื่อส่งเสริมทักษะในการจัดการอารมณ์ของลูก:

  1. สอนให้หยุดรอสักครู่: ช่วยลูกในการรับมือกับอารมณ์โดยสอนให้เขาหยุด หายใจลึก ๆ และรอสักครู่ก่อนการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น นี้ช่วยให้ลูกมีเวลาสำหรับคิด และไม่ตอบโต้อารมณ์ที่ร้อนแรง.

  2. การใช้ภาษาในการบอกความรู้สึก: สอนลูกให้ใช้ภาษาเพื่อสื่อความรู้สึก และอารมณ์ของตนเองอย่างชัดเจน นี้ช่วยให้เขาสามารถแสดงตัวเอง และขอความสนใจเมื่อต้องการสนับสนุน.

  3. สร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์: ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เขาสัมผัสโดยอาจให้เขาพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ และสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากนั้น นี้ช่วยในการพัฒนาทักษะในการจัดการอารมณ์ของลูก.

  4. ส่งเสริมการเลือกที่: ให้ลูกมีโอกาสเลือก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นี้ช่วยในการสร้างความรู้สึกของความควบคุมต่อตนเอง.

การสนับสนุนทักษะในการจัดการอารมณ์ของลูกเป็นการสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับความสุข และการเจริญเติบโตของลูกในอนาคต นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันที่เรียนรู้ และในสถานการณ์ที่ทำให้เขาโกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจ.

4. ตั้งตนเป็นตัวอย่าง

พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก

เด็กเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์จากการดูและเลียนแบบพ่อแม่ หากผู้ใหญ่ตะโกน ขว้างของ หรือตีเวลาโกรธ ลูกก็มีแนวโน้มทำตาม เมื่อคุณโกรธ ลองพูดให้ลูกได้ยินว่า "แม่โกรธอยู่ ขอหายใจลึก ๆ ก่อนนะ" แล้วสงบตัวเองให้ลูกเห็น ไม่ใช้การตีหรือการลงโทษที่รุนแรง เพราะจะยิ่งสอนให้ลูกใช้ความรุนแรง นอกจากการเป็นแบบอย่างแล้ว การเปิดใจพูดคุยเรื่องความรู้สึกก็สำคัญ ทำได้ดังนี้:

  • สร้างสภาพแวดล้อมเปิดกว้าง: ให้ลูกรู้ว่าบ้านเป็นสถานที่ที่เขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก และอารมณ์ของเขาได้อย่างเปิดกว้าง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม คุณควรเป็นคนที่พร้อมฟัง และที่พร้อมรับฟังความรู้สึกของลูก.

  • ฟัง และเข้าใจลูก: ให้ลูกรู้ว่าคุณจริงใจ และสนใจที่จะเข้าใจความรู้สึก และอารมณ์ของเขา ฟังลูกโดยให้ความสนใจ และไม่ต้องการที่จะแก้ปัญหา หรือให้คำปรึกษาทันที.

  • ไม่ตัดสินใจ หรือตอบแทนที่เป็นลบ: อย่าตัดสินใจ หรือตอบแทนที่เป็นลบเมื่อลูกพูดถึงความรู้สึก หรืออารมณ์ของเขา. แทนที่นั้น สนับสนุน และช่วยเขาค้นหาวิธีในการรับมือกับอารมณ์อย่างสร้างสรรค์.

  • สอนใช้ภาษาเพื่อพูดถึงอารมณ์อย่างชัดเจน: สอนลูกใช้ภาษาเพื่อแสดงความรู้สึก และอารมณ์ของเขาอย่างชัดเจน นี้ช่วยให้เขาสามารถบอกคุณอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เขารู้สึก.

  • สร้างความเชื่อมั่นในความรัก และความเข้าใจ: ให้ลูกรู้ว่าความรักของคุณสำคัญ และไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเขาในขณะนั้น ความเข้าใจ และรักของคุณอยู่เหนือความรู้สึกที่ผ่านการพัฒนา.

  • ให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก และอารมณ์ของเขาได้อย่างเปิดกว้างในครอบครัวของเขา: สร้างความมั่นใจให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก และอารมณ์ของเขาในครอบครัวของเขาได้อย่างเปิดกว้าง นี้ช่วยให้เขาเรียนรู้การจัดการอารมณ์ และเรียนรู้ในกระบวนการ.

การสนับสนุนการพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก และอารมณ์ของลูกเป็นการสร้างฐานข้อมูลสำคัญสำหรับความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในครอบครัว.

5. การผ่อนคลาย

ลูกกอดตุ๊กตานุ่มเพื่อผ่อนคลาย

การให้ลูกผ่อนคลายเมื่อเขาโกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยลูกจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมของเขา. นี่คือวิธีที่คุณสามารถทำได้:

  • ให้ของเล่นที่ช่วยผ่อนคลาย: หากลูกชอบปาข้าวของเขาเพื่อผ่อนคลายหลังจากโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจ คุณสามารถให้เขาของเล่นที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ตุ๊กตาผ้า หมอนนุ่ม ๆ  หรือของเล่นสุนัขที่นุ่มนวล. นี้ช่วยให้ลูกมีวิธีการผ่อนคลายที่มีประสิทธิภาพ.

  • ฝึกหยุดและหายใจลึก ๆ: สอนลูกให้หยุดและหายใจลึก ๆ เพื่อรับมือกับความโกรธ หรือความรู้สึกที่ไม่พอใจ ให้เขารู้ว่าการรอสักครู่ก่อนการตอบสนองสามารถช่วยให้ระดับความโกรธลดลง และช่วยเขาควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น.

  • ให้เวลาสำหรับการพักผ่อน: หากลูกโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจ ให้เขาเวลาสำหรับการพักผ่อน โดยอนุญาตให้เขาไปที่พื้นที่ที่เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" และผ่อนคลายจนอารมณ์ของเขาสงบลง.

  • สนับสนุนการสนทนาเกี่ยวกับความรู้สึก: สนับสนุนลูกให้พูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก และอารมณ์ของเขา โดยให้เขาพูดถึงสิ่งที่ทำให้เขาโกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจ นี้ช่วยให้เขารู้วิธีการจัดการอารมณ์ของตนเอง.

  • คุยให้ลูกเข้าใจ: คุยกับลูกเกี่ยวกับทางเลือกในการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมในสถานการณ์ที่ทำให้เขาโกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจ สนับสนุนการคิดเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขที่ไม่ใช่การปาข้าวของ.

การสนับสนุนลูกในการผ่อนคลายเมื่อเขาโกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจเป็นวิธีที่ดีในการช่วยลูกในการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมของเขา อ่านเพิ่มเติมเรื่องการสอนลูกควบคุมอารมณ์ และวิธีรับมือลูกอารมณ์ร้าย

สั่งซื้อของเล่นลูกน้อย

6. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก

การหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก เช่น จิตแพทย์เด็ก หรือนักจิตวิทยาเด็ก เป็นการทำสถานการณ์ที่เป็นสิ่งสำคัญเมื่อปัญหายุ่งยาก และลูกไม่แสดงการดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่คุณควรค้นหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ:

  1. ความเชี่ยวชาญ: ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กมีความรู้ และประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมของเด็ก และการจัดการอารมณ์ พวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก และสามารถให้คำปรึกษา ในการแก้ไขปัญหา.

  2. การปรับปรุงการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรม: ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถช่วยวิเคราะห์ปัญหา และระบุกลไก หรือเทคนิคการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับลูกของคุณ.

  3. การวางแผน และกำหนดเป้าหมาย: ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยกำหนดเป้าหมาย และสร้างแผนการที่ใช้ในการปรับปรุงการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมของลูก.

  4. การสร้างความร่วมมือ: ผู้เชี่ยวชาญสามารถเชื่อมโยงกับลูกของคุณ และทำงานร่วมกันกับคุณเพื่อให้ลูกได้รับการสนับสนุน และปรับปรุงการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมอย่างเต็มรูปแบบ.

  5. การให้คำปรึกษา และสนับสนุนครอบครัว: ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษา และสนับสนุนครอบครัวของคุณในการรับมือกับปัญหา และปรับปรุงสถานการณ์.

การหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยลูกของคุณพร้อมสำหรับการปรับปรุงการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมของเขาและในการหาทางแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ.

สรุป

การจัดการกับลูกที่ชอบโยนของเวลาโกรธ และปาข้าวของเป็นสิ่งสำคัญเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสม. ความเข้าใจ และการสนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้. คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สอนทักษะการจัดการอารมณ์ สนับสนุนการสนทนาเกี่ยวกับความรู้สึกของลูก ตั้งตนเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้การตรวจสอบ และควบคุมเพื่อสร้างการเรียนรู้ และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น. ด้วยขั้นตอน และการสนับสนุนที่เหมาะสม ครอบครัวสามารถช่วยลูกในการเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์ และพฤติกรรมอย่างสมบูรณ์.

คำถามที่พบบ่อย

ลูกโกรธแล้วปาของ ควรดุไหม?

+

ไม่ควรตะโกนหรือตี ให้หยุดพฤติกรรมอย่างใจเย็น บอกสั้น ๆ ว่าปาของไม่ได้เพราะอะไร รับฟังความรู้สึกของลูก แล้วช่วยหาวิธีระบายอารมณ์ที่ไม่ใช่การปาของ

ลูกชอบโยนของ เป็นเรื่องปกติไหม?

+

ปกติในเด็กราว 9–18 เดือนที่กำลังเรียนรู้เหตุและผล และพบบ่อยในวัย 1–3 ปีเวลาหงุดหงิด พฤติกรรมนี้มักลดลงเมื่อลูกพูดสื่อสารได้มากขึ้น

ทำยังไงให้ลูกหยุดโยนของ?

+

สอนให้ลูกหยุดรอและหายใจลึก ๆ ก่อนตอบสนอง ให้พูดบอกความรู้สึก พาไปพักในพื้นที่ปลอดภัยจนอารมณ์สงบ และเก็บของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือ

ลูกชอบปาของ ต้องพาไปหาหมอไหม?

+

ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก หากลูกยังอาละวาดบ่อยหลังอายุ 4–5 ปี ปาของทำร้ายคนอื่นหรือตัวเอง หรือมีพัฒนาการพูดช้าร่วมด้วย

แหล่งอ้างอิง

  1. BabyCenterThrowing
  2. KidsHealthTemper
  3. What to ExpectObject throwing
  4. HealthyChildren.org (AAP)Temper Tantrums
  5. NHSTemper tantrums

บทความที่เกี่ยวข้อง

หมุนเวียนของเล่น : 8 วิธี ช่วยส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างมีสติ
  • ของเล่นเสริมพัฒนาการ
  • การเลี้ยงลูก

หมุนเวียนของเล่น : 8 วิธี ช่วยส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างมีสติ

หมุนเวียนของเล่น : ช่วยส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างมีสติ ช่วงเทศกาลวันหยุด เด็กๆ มักจะได้ของเล่นใหม่ๆ เข้าบ้านเสมอ ทั้งได้รับ หรือคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ นี่คือโอกาสสำคัญในการสอนเด็กๆ เกี่

17 เม.ย. 25675 นาที
คุณแม่หลังคลอดห่มผ้าอุ่น ๆ ดื่มน้ำอุ่น
  • การเลี้ยงลูก

ทำไมถึงมีอาการหนาวหลังคลอด คุณแม่ควรรับมืออย่างไร?

หนาวหลังคลอดเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังคลอด เมื่อร่างกายของคุณแม่ต้องการเวลาในการฟื้นตัวและกลับคืนสู่สภาพปกติหลังจากการคลอด สาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณแม่มีอาการหนาวหลังคลอดได้แก่การขาดสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการฟื้นตัว การเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมน และการยอดเสียงของร่างกาย เพื่อรับมือหนาวหลังคลอด คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่ประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ดีสำหรับการฟื้นตัว นอกจากนี้คุณแม่ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารหวาน และอาหารที่มีความเค็มสูง เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีของคุณแม่หลังคลอด

17 ก.พ. 25676 นาที
เบาะนอนทารกแน่นพร้อมผ้าปูตึง
  • การเลี้ยงลูก

5 วิธีเลือกเบาะนอนทารก ควรเป็นแบบไหนดี? ให้เบบี๋นอนหลับสบาย

การนอนของลูกน้อยเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรใส่ใจเป็นอย่างมากเป็นยังไงกันบ้าง? วิธีเลือกเบาะนอนทารก ควรพิจารณาจากน้ำหนักตัวของลูกน้อย และที่นอนที่สำคัญสะอาดง่าย โดยเฉพาะวัสดุของเบาะที่ดี ไม่ใช่เลือกเบาะที่เก่าเกินไป และสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาเลยนั้น ควรพาลูกน้อยไปเลือกด้วยเลย เพื่อให้ได้เบาะนอนทารกที่ถูกใจเบบี๋ที่สุด

10 ก.พ. 25675 นาที