คุณแม่ท้องหลายคน (แต่ไม่ใช่ทุกคน) ต้องเผชิญกับอาการแพ้ท้องในระยะแรกของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องมักไม่ได้เริ่มตั้งแต่สัปดาห์แรก แต่มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 4–6 ของการตั้งครรภ์ (นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) และส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 16–20 (ข้อมูลจาก NHS) อาการเหล่านี้อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายหรือรำคาญ แต่คุณสามารถรับมือได้ด้วยเคล็ดลับ และข้อแนะนำในบทความนี้
บทความแนะนำ : รวม 10 ครีมทาผิว คนท้องใช้ได้ สูตรอ่อนโยน สำหรับผิวกาย 2023
อาการแพ้ท้องและอาการช่วงไตรมาสแรกมีอะไรบ้าง ?
1. อาการอ่อนเพลีย
อาการอ่อนเพลียเป็นหนึ่งในอาการที่แสดงถึงคุณแม่ท้องที่มีแพ้ท้องแล้ว อาการอ่อนเพลียจะทำให้คุณรู้สึกต่อเนื่องว่าตัวเองมีพลังงานน้อยลง อาการนี้สามารถรับมือได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่เพิ่มพลังงานเพื่อช่วยกระตุ้นร่างกาย
การพักผ่อนเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ท้องควรให้ความสำคัญ เพราะพักผ่อนเพียงพอช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน และฟื้นฟูอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียที่เกิดจากการแพ้ท้องได้
2. อาการคัน
อาการคันผิวหนังเป็นอีกอาการที่น่ารำคาญสำหรับคุณแม่ท้อง เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้ผิวแห้งและไวขึ้น และเมื่อท้องโตขึ้นผิวบริเวณหน้าท้องที่ยืดขยายก็อาจคันได้ อาการคันพบได้ทั้งที่ท้อง ข้อศอก ข้อเท้า และศีรษะ อาการคันมักเกิดรุนแรงในช่วงเย็น หรือกลางคืน ทำให้คุณแม่มีความรู้สึกอึดอัด และไม่สบายใจ
วิธีการลดอาการคันหลังมีการแพ้ท้องนั้น คือ การรักษาผิวหนังให้เป็นสุขภาพด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณแม่ควรทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวสูตรอ่อนโยนเป็นประจำ เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่มีน้ำหอม อาบน้ำอุ่นแทนน้ำร้อน และสวมเสื้อผ้าเนื้อผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศดี
ในกรณีที่คันมีความรุนแรง และไม่หายไปตามปกติ คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาที่เหมาะสม อีกทั้งคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจระคายเคืองผิว เช่น ฝุ่น ควัน และสารเคมี โดยเฉพาะหากคันมากที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น ซึ่งมักพบในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ อาจเป็นภาวะน้ำดีคั่งในครรภ์ที่ต้องรีบพบแพทย์
บทความแนะนำ : วิธีรักษา ผื่นคนท้องอ่อนๆ คันตามตัว รักษายังไง?
3. อาการคลื่นไส้ และอาเจียน
อาการคลื่นไส้ และอาเจียนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แม้จะเรียกว่า morning sickness แต่เกิดได้ทุกช่วงของวัน ส่วนใหญ่มักเป็นตอนเช้า หรือเวลาที่คุณแม่ยังไม่ได้รับประทานอาหารให้เพียงพอในตอนเช้าวันนั้น ผลที่เกิดจากคลื่นไส้ และอาเจียนมักจะทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบาย อ่อนเพลีย และลดความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันไป
วิธีรับมือกับอาการคลื่นไส้และอาเจียน ได้แก่ กินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง กินขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์สักชิ้นก่อนลุกจากเตียงตอนเช้า เลือกอาหารเช้าที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน เช่น นม ผลไม้ และธัญพืช จิบน้ำบ่อย ๆ ทีละน้อย เลี่ยงอาหารมัน เผ็ด หรือมีกลิ่นแรงที่กระตุ้นให้คลื่นไส้ และพักผ่อนให้มาก บางคนพบว่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีขิงช่วยได้
ข้อควรระวัง: หากอาเจียนรุนแรงจนกินหรือดื่มอะไรไม่ได้ อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้มมาก เวียนศีรษะ หรือน้ำหนักลดลง อาจเป็นภาวะแพ้ท้องรุนแรง (hyperemesis gravidarum) ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ต้องพบแพทย์โดยเร็ว (ดูข้อมูลจาก NHS) และไม่ควรซื้อยาแก้คลื่นไส้มากินเอง ควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง (อ่านเรื่อง ข้อห้ามคนท้องอ่อน เพิ่มเติม)
4. เหม็นหรืออยากอาหารบางอย่าง
คุณแม่ท้องหลายคนจู่ ๆ ก็เหม็นอาหารที่เคยชอบ เหม็นกลิ่นบางอย่างเช่นกลิ่นกาแฟหรือของทอด หรือกลับอยากกินอาหารบางชนิดมากเป็นพิเศษ อาการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแพ้ท้องที่เกิดจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การแพ้อาหาร ควรเลือกกินอาหารที่ยังกินได้และมีประโยชน์ไปก่อน และเลี่ยงอาหารที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง (ดู คนท้องอ่อนห้ามกินอะไร)
การแพ้อาหารเป็นคนละเรื่องกับการแพ้ท้อง
การแพ้อาหาร (food allergy) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติต่ออาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล ถั่ว อาการที่พบคือคันปาก ปากหรือลิ้นบวม ผื่นลมพิษ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ หากกินอาหารแล้วมีอาการริมฝีปากหรือหน้าบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืด ต้องไปโรงพยาบาลทันที
5. อาการคัดเต้านม
ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ สามารถสังเกตเรื่องเต้านม และหัวนมมีการเปลี่ยนแปลงได้ เต้านมอาจมีอาการบวมเปราะบาง อ่อนไหวง่าย และรู้สึกเสียวแปลบที่หัวนมอาจเริ่มมีการคัดเต้านม เป็นส่วนของกระบวนการการเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงลูก มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เช่น การคล้ำของบริเวณรอบหัวนม การขยายของหัวนม และความรู้สึกตุ่มเล็ก ๆ บริเวณรอบหัวนม ก็อาจเป็นที่สังเกตได้ ทั้งนี้อาการเหล่านี้เป็นส่วนของการปรับตัวของร่างกาย และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ให้กังวลมาก. ถ้าคุณมีข้อกังวล หรือคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับเต้านมของคุณ, ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำ และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และการดูแลสุขภาพของคุณ และทารกในครรภ์.
6. ปวดหน่วงท้องน้อย
ปวดหน่วงท้องน้อยในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นสิ่งปกติ มักเกิดขึ้นเมื่อมดลูกขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของลูกน้อย. อาการนี้อาจมีลักษณะเป็นปวดหน่วง ๆ, ปวดค่อย ๆ, หรือปวดเฉียบพลัน และมักไม่รุนแรง. ปวดท้องน้อยในระหว่างการตั้งครรภ์ในส่วนมากไม่ได้เป็นอันตราย และมักหายไปเอง หรือลดลงเมื่อคุณพักผ่อน หรือเปลี่ยนท่าที. อย่างไรก็ตาม, หากคุณมีปวดท้องน้อยร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดท้องเพิ่มขึ้น ปวดท้องรุนแรงหรือปวดข้างเดียว มีไข้ หรือมีอาการเลือดออก, ควรปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำ และการประเมินเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับการตั้งครรภ์.
7. เลือดออกกะปริบกะปรอย
เลือดล้างหน้าเด็กมักเป็นเลือดจำนวนเล็กมาก และออกมาในระยะเวลาสั้นๆ และมักมีสีชมพูอ่อนถึงสีน้ำตาล (อ่านรายละเอียดใน เลือดล้างหน้าเด็ก เป็นยังไง) อาการนี้มักเกิดขึ้นในช่วง 10-14 วัน หลังจากการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน.
เลือดล้างหน้าเด็กไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเฉพาะทางในส่วนมาก และเลือดจะหยุดไหลไปเองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม, หากเลือดออกมากขึ้น มีลิ่มเลือด ปวดท้องน้อยมาก หรือหน้ามืด ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็น ภาวะแท้งคุกคาม หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก.
8. ปัสสาวะบ่อย
การปัสสาวะบ่อยเป็นอาการที่พบได้ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การขยายตัวของมดลูกระหว่างการตั้งครรภ์ อาจกดทับอยู่ใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ที่ส่งผลให้การปัสสาวะบ่อยมากขึ้น. ดังนั้น การปัสสาวะบ่อยขณะตั้งครรภ์ถือเป็นสิ่งปกติและมักจะลดลงหลังจากช่วงต้นการตั้งครรภ์.
9. อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลง
การเพิ่มอุณหภูมิร่างกายในช่วงตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติ และเกิดจากการปรับเปลี่ยนระบบร่างกายเพื่อรองรับการตั้งครรภ์ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมร่างกายสำหรับการตั้งครรภ์และการสร้างเนื้อเยื่อเพิ่มการเลือดและการปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการตั้งครรภ์. ควรดื่มน้ำเพียงพอและพักผ่อนเพียงพอเพื่อช่วยลดอาการไม่สบายที่เกิดขึ้น.
10. ตกขาวคนท้องมีมากกว่าปกติ
การตกขาวคนท้องเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่ตั้งท้อง ตกขาวจะเพิ่มขึ้นเมื่อตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นมูกใส สีขาวขุ่น คล้ายแป้งเปียก และไม่มีกลิ่น แต่ถ้ามีอาการผิดปกตินอกจากนี้ เช่น มีกลิ่น มีอาการคัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำแนะนำและการปรึกษาเพิ่มเติม.
สรุป
อาการแพ้ท้องพบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรก มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 4–6 และดีขึ้นเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 16–20 คุณแม่บางคนแพ้ท้องมาก บางคนแทบไม่มีอาการเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั้งสองแบบ
การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การกินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง และการเลือกอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน ช่วยลดอาการอ่อนเพลียและคลื่นไส้ได้ ส่วนอาการคันดูแลได้ด้วยการบำรุงผิวและเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน
นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ และกินยาบำรุงครรภ์ตามที่แพทย์สั่ง (อ่าน การทานยาบำรุงครรภ์) หากอาเจียนรุนแรงจนกินดื่มไม่ได้ ปวดท้องรุนแรง หรือมีเลือดออก ควรพบแพทย์ทันที
บทความแนะนำ : เตรียมห้องนอนทารกแรกเกิด จัดอย่างไรดี ควรมีอะไรบ้าง ?


