บทความแนะนำ : แชร์วิธี!! การสอนลูกควบคุมอารมณ์ รับมืออย่างไรดี ?
การตีลูก ดีหรือไม่ดีอย่างไร
การตีเด็กส่งผลร้ายทั้งทางร่างกาย และจิตใจ เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย, ส่งเสริมพฤติกรรมรุนแรง, ทำให้มีปัญหาทางอารมณ์, ส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์. การใช้ความรุนแรงต่อเด็กเป็นการละเมิดสิทธิ และมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสังคม และสิทธิมนุษยชน. ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช้ความรุนแรง และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ในการเติบโตของเด็ก ทั้ง American Academy of Pediatrics (AAP) และ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้พ่อแม่ไม่ใช้การตีหรือการลงโทษทางกายทุกรูปแบบ
การตีเด็กอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
การตีเด็กอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กได้ดังนี้:
- พัฒนาการทางกาย: การตีอาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเจ็บปวด และบาดเจ็บทางกายในเด็ก และอาจปรากฏอาการเบื่อ หรือขาดความสนใจในกิจกรรมทางกาย
- พัฒนาการปัญญา: การตีเด็กอาจมีผลต่อการเรียนรู้ และความสามารถในการตัดสินใจของเด็ก อาจเกิดผลกระทบทางบวก หรือลบต่อความสนใจในการเรียน หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
- พัฒนาการสังคม: การตีอาจทำให้เกิดการเสียหายในความสัมพันธ์กับเพื่อน และอาจทำให้เด็กต้องเผชิญกับปัญหาด้านสังคมในภายหลัง
บทความแนะนำ : 5 สิ่งบ่งบอกได้ว่า ลูกพัฒนาการช้า เกิดจากอะไร? ควรทำอย่างไร?
ทำไมการตีจึงดูเหมือนได้ผล?
พ่อแม่หลายคนรู้สึกว่าการตีได้ผล เพราะลูกหยุดทำพฤติกรรมนั้นทันที แต่การหยุดนั้นมักเกิดจากความกลัวและความเจ็บ ไม่ได้เกิดจากการที่ลูกเข้าใจว่าทำผิดอะไรและควรทำอย่างไรแทน งานวิจัยที่ AAP และ WHO รวบรวมพบว่า การตีไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้นในระยะยาว และกลับสัมพันธ์กับปัญหาพฤติกรรมที่มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
| สิ่งที่พ่อแม่มักคิดว่าการตีช่วยได้ | สิ่งที่เกิดขึ้นจริง |
|---|---|
| ลูกหยุดทำผิดทันที | หยุดเพราะกลัว แต่ไม่ได้เรียนรู้วิธีที่ถูกต้อง และมักทำซ้ำเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ |
| ลูกรู้ว่าการกระทำนั้นไม่ถูกต้อง | ลูกเรียนรู้ว่าการใช้กำลังเป็นวิธีแก้ปัญหา และความสัมพันธ์กับพ่อแม่แย่ลง |
ดังนั้นการตีจึงไม่ใช่ทางเลือกที่แนะนำ วิธีสร้างวินัยเชิงบวกที่ไม่ใช้ความรุนแรงให้ผลดีกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ข้อเสียของการใช้วิธีตี
การใช้วิธีตีเพื่อลงโทษอาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพจิต และพัฒนาการของเด็กได้ ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้แก่
- กระทบพัฒนาการและการเรียนรู้: การตีอาจทำให้เด็กบาดเจ็บทางร่างกายได้ และ WHO ระบุว่าการลงโทษทางกายสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านความคิดและผลการเรียนที่แย่ลง ส่วน AAP ระบุว่าความเครียดรุนแรงจากการถูกทำโทษทางกายซ้ำ ๆ อาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง
- เพิ่มความรุนแรง และความกังวล: การถูกตีอาจสร้างความกังวล และความเครียดในเด็กที่ถูกลงโทษ ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิตในระยะยาว เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือก้าวร้าวพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
- สร้างวงจรลูปของความรุนแรง: การใช้วิธีตีอาจสร้างวงจรลูปของความรุนแรงในครอบครัว ทำให้พ่อแม่ และเด็กเข้าไปในวงจรของความคุกคาม และความอาฆาตที่สร้างความเครียด และความเสียหายต่อสัมพันธภาพครอบครัว
- ทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงในภายหลัง: เด็กที่ถูกตีอาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีภาวะซึมเศร้า และมีพฤติกรรมรุนแรงในภายหลัง และความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจยากที่จะแก้ไขให้กลับมาสู่สภาวะปกติ
- เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงในสังคม: การใช้วิธีตีเพื่อลงโทษอาจมีผลให้เด็กเรียนรู้ และได้รับการยอมรับว่าความรุนแรง คือ วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดวงจรความรุนแรงในสังคมที่ยากต่อการขจัด
การลงโทษด้วยวิธีตีอาจมีผลเสียที่มีความรุนแรง และยากที่จะแก้ไขในระยะยาว การสร้างวงจรลูปของความรุนแรงในครอบครัว และสังคมอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดพฤติกรรมรุนแรงในภายหลัง ดังนั้น ควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะใช้วิธีตีในการลงโทษเด็ก
วิธีการสั่งสอนลูก โดยไม่ต้องตี
ตักเตือน: ใช้การตักเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังเมื่อลูกทำผิด เพื่อสร้างการรับรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม.
แยกออกมาให้อยู่ตามลำพัง (Time Out): ให้ลูกได้นิ่งคิดเพียงลำพังเพื่อทบทวนพฤติกรรมที่ไม่ดี.
ไม่ให้ความสนใจกับพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ: ใช้กับพฤติกรรมที่ไม่อันตราย เช่น งอแง ร้องโวยวายเพื่อเรียกร้อง โดยไม่ตอบสนองพฤติกรรมนั้น แต่ยังดูแลความปลอดภัยของลูก และให้ความสนใจหรือชมทันทีเมื่อลูกสงบหรือทำพฤติกรรมที่ดี วิธีนี้ไม่ใช่การเพิกเฉยต่อตัวลูกหรือความรู้สึกของลูก และไม่ควรใช้เมื่อลูกทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น
ฝึกให้รับผิดชอบต่อการกระทำ: สอนลูกรับผิดชอบในสิ่งที่ทำเพื่อสร้างวินัยที่ดี.
ลงโทษลูกด้วยวิธีการงดกิจกรรม/ไม่ให้รางวัล: ใช้การลงโทษเพื่อสร้างเงื่อนไขและสอนหลักการ.
การลงโทษควรอยู่บนพื้นฐานของเหตุ และผล ไม่ใช้ความรุนแรง และควรแสดงความรักและสนับสนุน หากลูกอารมณ์รุนแรงบ่อย ลองอ่านวิธีรับมือลูกอารมณ์ร้าย และวิธีคุยกับลูกเพื่อสร้างการสื่อสารเชิงบวก
https://www.youtube.com/watch?v=_Ri4QwwN4Awคำแนะนำในการอบรมเด็กอย่างสร้างสรรค์
ในส่วนนี้เราจะแนะนำวิธีการอบรมเด็กที่สร้างสรรค์ และมีผลเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลิกภาพ และพฤติกรรมของเด็กในทางที่ดี โดยใช้วิธีที่ไม่ใช่การตีลูกในการลงโทษ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
เมื่อเราต้องการอบรมเด็กอย่างสร้างสรรค์ คุณสามารถใช้วิธีการต่อไปนี้:
- ปรับใช้วิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ: อย่างเช่นการใช้วิธีเรียนรู้แบบเกม หรือกิจกรรมที่น่าสนุกสนานซึ่งสามารถเรียนรู้ และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสนุกสนาน
- สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์: เพิ่มการตั้งคำถาม และแก้ปัญหาให้กับเด็กโดยให้พวกเขาเริ่มคิดอย่างสร้างสรรค์ และหาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
- ให้โอกาสให้เด็กทำกิจกรรม และโปรเจกต์สร้างสรรค์: เช่น ให้เด็กสร้างงานศิลปะ สร้างโมเดล หรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์เพื่อให้พัฒนาการคิดวิพากษ์วิจารณ์ และความคิดสร้างสรรค์
การอบรมเด็กอย่างสร้างสรรค์สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และพัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างความคิดริเริ่ม สมาธิ ความคิดอย่างเป็นระบบ และความคิดที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเป็นต้น
การอบรมเด็กอย่างสร้างสรรค์สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความยั่งยืน และสื่อถึงผลลัพธ์ที่ดีในพฤติกรรม และกิจกรรมของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสร้างสรรค์เด็กให้เติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
สรุป
ในบทความนี้เราได้สำรวจว่าการตีไม่เป็นวิธีที่เหมาะสมในการลงโทษ เนื่องจากส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก และสร้างความเสียหายในระยะยาว. เราเสนอให้พิจารณาการใช้วิธีการที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง เช่น การปรับใช้กรอบสนทนาและการสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจ และการเติมเต็มความสามารถอย่างสร้างสรรค์.
การศึกษา และการอบรมเด็กเป็นสิ่งสำคัญเพื่อพัฒนาเด็กให้สามารถเติมเต็มพัฒนาการของตนได้อย่างสมบูรณ์ โดยการดูแล และสนับสนุนที่เหมาะสม. นอกจากนี้ยังควรเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์จริยธรรม. ดังนั้น, การลงโทษควรเป็นการสอน และสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนพัฒนาการของเด็ก โดยไม่ต้องพึ่งพาการตี
บทความแนะนำ : 10 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก เสี่ยงเป็นเด็กก้าวร้าว เพราะอะไร?


