หน้าร้าน ลองของจริง089-894-9491
ตะกร้าของฉันการจัดส่ง
  • ไทย
  • English
  • 中文
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • العربية
ABC the Baby
รถเข็นเด็กพับเล็กTripp Trappคาร์ซีทขวดนม Tommee Tippeeของเล่น Hapeของขวัญเยี่ยมคลอด
รถเข็นเด็กพับเล็กTripp Trappคาร์ซีทขวดนม Tommee Tippeeของเล่น Hapeของขวัญเยี่ยมคลอด
  • ไทย
  • English
  • 中文
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • العربية
  • หน้าแรก
  • ร้านค้า
  • บทความ
  • รีวิว
  • สาขา
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

รับโปรและโค้ดลดก่อนใคร

แอดไลน์ ABC the Baby รับโปรโมชัน สินค้าเข้าใหม่ และบทความดี ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่

แอดไลน์รับโปร
ABC the Baby

ABC the Baby คือร้านขายของเด็กพรีเมี่ยม จำหน่ายของใช้ทารกแรกเกิด ของใช้เตรียมคลอดคุณแม่ ของขวัญเด็กแรกเกิด รถเข็นเด็ก คาร์ซีท เป้อุ้มเด็ก และเครื่องปั๊มนม มีหน้าร้านให้ลองสินค้าจริง

เกี่ยวกับ ABC the Baby

  • เกี่ยวกับเรา
  • บทความ
  • รีวิวสินค้า
  • สาขา
  • ลงทะเบียนรับประกันสินค้า

ช้อปปิ้ง

  • สินค้าทั้งหมด
  • สินค้าลดราคา
  • ตะกร้า
  • การจัดส่ง

ช่วยเหลือ

  • ติดต่อเรา
  • การคืนสินค้า
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว

ชำระเงิน

พร้อมเพย์VisaMastercardJCBUnionPayAmerican ExpressK PLUSSCB EASYBangkok BankKrungsriTrueMoneyShopeePayLINE Pay

คุยกับเรา

LINE OAMessenger

หน้าร้าน · 3 สาขา

  • สาขาเมกา บางนา
  • สาขาวิภาวดีรังสิต
  • สาขาพระราม 2
  • หาสาขาใกล้ฉัน
© 2026 ABC the Babyนโยบายความเป็นส่วนตัวการคืนสินค้า
หน้าแรกสินค้าลดราคาของขวัญสาขา

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ

  • แชท LINE
  • แชท Messenger
  • โทรหาเรา
  1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. ภาวะลิ้นติดในทารก คืออะไร อันตรายหรือไม่ พร้อมวิธีป้องกัน

ภาวะลิ้นติดในทารก คืออะไร อันตรายหรือไม่ พร้อมวิธีป้องกัน

6 ก.พ. 2567อัปเดต 17 ต.ค. 2569อ่าน 5 นาที
คุณหมอตรวจช่องปากทารก

ไปที่หัวข้อ

  1. สรุปสั้น ๆ
  2. ภาวะลิ้นติดในทารก คืออะไร
  3. อันตรายหรือไม่ ?
  4. อาการ
  5. สาเหตุ
  6. การวินิจฉัย
  7. ป้องกันได้ไหม และควรตรวจคัดกรองอย่างไร
  8. วิธีรักษา
  9. สรุป
  10. คำถามที่พบบ่อย
  11. แหล่งอ้างอิง

ลองของจริงก่อนซื้อ

หน้าร้าน 3 สาขา ลองรถเข็น คาร์ซีท ได้จริง

ดูสาขาช้อปออนไลน์

ภาวะลิ้นติดในทารก (Tongue-tie) คือภาวะที่พังผืดใต้ลิ้นซึ่งยึดกับพื้นช่องปากสั้นหรือตึงกว่าปกติ ทำให้ลิ้นเคลื่อนไหวได้จำกัด เป็นมาแต่กำเนิด พบได้ราว 4–11% ของทารกแรกเกิด ไม่อันตรายถึงชีวิต บางคนไม่มีอาการ แต่บางคนเข้าเต้ายาก กินนมนาน น้ำหนักขึ้นช้า และแม่เจ็บหัวนม ภาวะนี้ป้องกันไม่ได้ แต่ตรวจพบได้เร็ว และแพทย์อาจรักษาด้วยการตัดพังผืดใต้ลิ้นหากกระทบการกินนม

สารบัญ (11 หัวข้อ)
  1. สรุปสั้น ๆ
  2. ภาวะลิ้นติดในทารก คืออะไร
  3. อันตรายหรือไม่ ?
  4. อาการ
  5. สาเหตุ
  6. การวินิจฉัย
  7. ป้องกันได้ไหม และควรตรวจคัดกรองอย่างไร
  8. วิธีรักษา
  9. สรุป
  10. คำถามที่พบบ่อย
  11. แหล่งอ้างอิง

สรุปสั้น ๆ

  1. 01

    ภาวะลิ้นติดเป็นมาแต่กำเนิด พบได้ราว 4–11% ของทารกแรกเกิด และพบในเพศชายมากกว่า

  2. 02

    อาการที่พบบ่อยคือทารกเข้าเต้ายาก กินนมนานแต่ได้น้อย น้ำหนักขึ้นช้า และแม่เจ็บหัวนม

  3. 03

    ภาวะลิ้นติดป้องกันไม่ได้ แต่ตรวจพบได้เร็วจากการตรวจทารกหลังคลอดและสังเกตขณะดูดนม

  4. 04

    ถ้าไม่กระทบการกินหรือการพูด มักไม่ต้องรักษา

  5. 05

    การตัดพังผืดใต้ลิ้น (frenotomy) ต้องทำโดยแพทย์ที่ผ่านการฝึก ทารกเล็กมักทำได้โดยไม่ต้องดมยาสลบ

ในบทความนี้เราจะมากล่าวถึงภาวะลิ้นติดในทารกว่าคืออะไร อันตรายหรือไม่ เกิดจากอะไร ป้องกันได้หรือเปล่า และควรตรวจคัดกรองอย่างไร ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองศึกษาเกี่ยวกับภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้กับลูกน้อยค่ะ

บทความแนะนำ : ปัญหากวนใจ ลูกแหวะนมบ่อย เกิดจากอะไร รับมืออย่างไรดี

ภาวะลิ้นติดทารก

ภาวะลิ้นติดในทารก คืออะไร

ภาวะลิ้นติด  (Tongue-tie) หรือทางการแพทย์เรียกว่า ankyloglossia เกิดจากแถบเนื้อเยื่อใต้ลิ้น (พังผืดใต้ลิ้น) ที่เชื่อมระหว่างลิ้นกับพื้นช่องปากสั้นหรือตึงกว่าปกติ อาการนี้สามารถเกิดในทารกตั้งแต่แรกเกิด และอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลิ้น และการดูดนม.พบได้ในประมาณ 4-11% ของทารกแรกเกิด และมักมีผลกระทบต่าง ๆ ที่แตกต่างไปตามบุคคล. การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่ทำได้ง่าย และปลอดภัย, ซึ่งอาจช่วยลดอาการที่เกิดขึ้น. แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมิน และรับคำแนะนำเพิ่มเติม อาจแตกต่างไปในแต่ละกรณี.

อันตรายหรือไม่ ?

ไม่ถือเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่อาจทำให้ทารกดูดนมไม่สะดวก และมีผลกระทบต่อการดูดนม หรือการกินอาหารของทารกได้ การจัดการขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะ และความต้องการของทารกในแต่ละกรณี

หากมีความรุนแรงมาก หรือมีผลกระทบต่อการดูดนม หรือการกินอาหารของทารก แพทย์อาจแนะนำการรักษาเพิ่มเติม เช่น การผ่าตัดเพื่อตัดเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดลิ้นติด อย่างไรก็ตาม, การตัดเนื้อเยื่อนี้ไม่ได้มีความจำเป็นในทุกรายกรณี และมีกรณีที่ไม่จำเป็นต้องรักษาพิเศษหากไม่มีอาการรุนแรงมาก

ทารกที่มีภาวะลิ้นติด

อาการ

ทารกที่ลิ้นติดหลายคนไม่มีอาการอะไรเลย แต่บางคนอาจมีอาการต่อไปนี้ (ข้อมูลจาก NHS)

  1. ลักษณะลิ้น: พังผืดใต้ลิ้นดูสั้นหรือตึง ลิ้นยกขึ้นหรือแลบออกได้ไม่สุด และปลายลิ้นอาจดูเป็นรูปหัวใจเวลาแลบลิ้น

  2. การเข้าเต้าหรือดูดขวด: ทารกงับหัวนมหรือจุกขวดได้ยาก หลุดบ่อย มีเสียงดังจุ๊บ ๆ ไอหรือสำลักขณะดูด น้ำลายไหลมากระหว่างกินนม

  3. การกินนม: กินนมนานแต่ได้นมน้อยในแต่ละมื้อ และหิวบ่อยมาก

  4. น้ำหนัก: น้ำหนักขึ้นช้าหรือน้ำหนักลด

  5. อาการของคุณแม่: คุณแม่ที่ให้นมแม่อาจเจ็บหัวนม หัวนมแตก หรือเต้านมคัดตึงและเจ็บ ซึ่งทำให้เสี่ยงหยุดให้นมแม่เร็วกว่าที่ตั้งใจ

  6. การพูด: เมื่อโตขึ้น เด็กบางคนอาจออกเสียงบางตัวอักษรได้ไม่ชัด เช่น เสียงที่ต้องใช้ปลายลิ้นแตะเพดาน แต่เด็กที่ลิ้นติดส่วนใหญ่พูดได้ตามปกติ ดูเพิ่มเติมเรื่องวิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

หากพบอาการเหล่านี้ ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ เพราะปัญหาการเข้าเต้าบางครั้งแก้ได้ด้วยการปรับท่าให้นม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีให้นมลูกอย่างถูกวิธี

สาเหตุ

ภาวะลิ้นติดเป็นภาวะที่เป็นมาแต่กำเนิด เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหลังคลอด และยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:

  1. การเกิดมีผลจากพันธุกรรม: บางครั้งอาจมีลักษณะพันธุกรรม ซึ่งหมายถึงมีการถ่ายทอดจากรุ่นที่ผ่านมาในครอบครัว.

  2. ปัจจัยพัฒนาการ: ระหว่างการพัฒนาของทารกในครรภ์ พังผืดใต้ลิ้นจะค่อย ๆ หดและบางลง หากพังผืดนี้ไม่หดตัวตามปกติ ก็จะยังยึดลิ้นไว้แน่นหลังคลอด

  3. เพศ: พบในทารกเพศชายมากกว่าเพศหญิง

  4. ภาวะอื่นร่วมด้วย: ในบางรายที่พบน้อย อาจพบร่วมกับกลุ่มอาการหรือความผิดปกติของโครงสร้างช่องปากแต่กำเนิด ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน

การรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง และอาการของทารก โปรดรับคำปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการจัดการที่เหมาะสม.

ลักษณะพังผืดใต้ลิ้นของทารกที่ลิ้นติด

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยนั้นสามารถทำได้โดยการตรวจสอบเนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างใต้ลิ้นกับพื้นล่างของช่องปาก และประเมินการเคลื่อนไหวของลิ้น เนื้อเยื่อที่ยึดติดอาจจะมีลักษณะหนา และมีการยึดติดกับใต้ลิ้นแน่น ๆ ทำให้ลิ้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ หรือมีความจำกัดในการเคลื่อนไหวของลิ้น

แพทย์บางท่านแบ่งภาวะลิ้นติดตามตำแหน่งที่พังผืดยึดกับลิ้น เช่น แบบด้านหน้า (anterior) ที่พังผืดยึดใกล้ปลายลิ้นและมองเห็นได้ชัด และแบบด้านหลัง (posterior) ที่พังผืดอยู่ลึกใต้ลิ้นและมองเห็นยากกว่า อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะรักษาหรือไม่ ขึ้นกับว่าภาวะนี้กระทบการดูดนม การกิน หรือการพูดของเด็กมากน้อยแค่ไหน มากกว่าดูจากชนิดเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่ตรวจวินิจฉัยได้ ได้แก่ กุมารแพทย์ แพทย์หู คอ จมูก ทันตแพทย์สำหรับเด็ก (pediatric dentist) หรือศัลยแพทย์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล (oral and maxillofacial surgeon) ซึ่งจะประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ป้องกันได้ไหม และควรตรวจคัดกรองอย่างไร

เนื่องจากภาวะลิ้นติดเป็นมาแต่กำเนิด จึงไม่มีวิธีป้องกัน แต่สามารถตรวจพบได้เร็วเพื่อช่วยแก้ปัญหาการกินนมได้ทันท่วงที ดังนี้:

  1. การตรวจสอบประวัติครอบครัว: หากมีประวัติในครอบครัว, ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ทราบ เพื่อตรวจสอบ และติดตามทารกตั้งแต่เกิด.

  2. การตรวจสอบทารกเร็วๆ หลังเกิด: การตรวจสอบทารกในช่วงแรกหลังเกิดเป็นการสำคัญ เพื่อระบุว่ามีภาวะ หรือไม่ และให้การดูแลที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่พบ.

  3. การเฝ้าดูทารกในขณะที่ทารกกินอาหาร หรือดูดนม: การเฝ้าดูทารกในขณะที่ทารกกินอาหาร หรือดูดนมจะช่วยตรวจสอบว่าทารกมีปัญหา หรือไม่ และทำให้สามารถตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว.

  4. การปรึกษาแพทย์: หากมีความกังวล หรือสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการของทารก, ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการตรวจสอบ.

แพทย์ตรวจและรักษาภาวะลิ้นติดในทารก

วิธีรักษา

หากภาวะลิ้นติดไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา ก็มักไม่ต้องรักษา ทารกที่ลิ้นติดไม่ได้มีปัญหาการกินนมแม่ทุกคน แต่ถ้ากระทบการกินนม การรักษามีดังนี้ (ข้อมูลจาก NHS)

  • คำแนะนำเรื่องการให้นม: พยาบาลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ช่วยปรับท่าอุ้มและท่าเข้าเต้า ซึ่งบางครั้งก็เพียงพอแล้ว ระหว่างนี้หากคุณแม่เจ็บหัวนมมาก อาจปั๊มนมป้อนลูกชั่วคราวได้
  • การตัดพังผืดใต้ลิ้น (frenotomy): เป็นหัตถการเล็ก ใช้เวลาไม่นาน ในทารกเล็กมักทำได้โดยไม่ต้องดมยาสลบ ส่วนเด็กโตอาจต้องดมยาสลบ หลังทำส่วนใหญ่ทารกฟื้นตัวเร็วและกินนมได้ดีขึ้น

การตัดพังผืดควรทำโดยแพทย์หรือทันตแพทย์ที่ผ่านการฝึกเท่านั้น ห้ามพยายามตัดหรือฉีกเองที่บ้าน และหลังทำหากมีเลือดออกไม่หยุด มีไข้ หรือทารกไม่ยอมกินนม ควรกลับไปพบแพทย์

สรุป

สภาวะที่เนื้อเยื่อใต้ลิ้นติดกับปากด้านล่าง, ทำให้ลิ้นเคลื่อนไหวได้ลำบาก ซึ่งมักพบบ่อยในทารกเด็กแรกเกิด. สาเหตุไม่แน่ชัด, แต่สามารถเกิดจากปัญหาทางพันธุกรรม หรือกลุ่มความผิดปกติต่าง ๆ. อาการที่เป็นไปได้รวมถึงปัญหาในการดูดนม, การกินอาหาร, หรือการพูด. การรักษามีหลายวิธี, รวมถึงการตัดเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดลิ้นติด, ซึ่งอาจเป็นทางเลือกในกรณีที่มีผลกระทบมาก. การตรวจสอบ และปรึกษากับทีมแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ. การดูแลทารกตลอดระยะเวลาการรักษาเป็นเรื่องสำคัญเพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบายของทารก.

บทความแนะนำ : วิธีปฐมพยาบาลเมื่อ “อาหารติดคอเด็ก” พ่อแม่ควรรู้

คำถามที่พบบ่อย

ลูกลิ้นติดดูยังไง

+

พังผืดใต้ลิ้นดูสั้นหรือตึง ลิ้นยกหรือแลบได้ไม่สุด ปลายลิ้นอาจเป็นรูปหัวใจ ทารกเข้าเต้ายากหรือคุณแม่เจ็บหัวนม ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อยืนยัน

ลิ้นติดต้องตัดไหม

+

ไม่จำเป็นทุกราย แพทย์จะพิจารณาตัดเมื่อภาวะลิ้นติดกระทบการดูดนมหรือการกินของทารก และบางรายแก้ได้ด้วยการปรับท่าให้นม

ทารกลิ้นติดกินนมแม่ได้ไหม

+

ได้ ทารกที่ลิ้นติดหลายคนกินนมแม่ได้ตามปกติ ถ้ามีปัญหาเข้าเต้า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่และแพทย์

ลิ้นติดมีผลต่อการพูดไหม

+

เด็กส่วนใหญ่พูดได้ปกติ แต่บางคนอาจออกเสียงบางตัวอักษรที่ต้องใช้ปลายลิ้นได้ไม่ชัด

ภาวะลิ้นติดป้องกันได้ไหม

+

ป้องกันไม่ได้ เพราะเป็นมาแต่กำเนิด แต่ตรวจพบได้เร็วด้วยการตรวจทารกหลังคลอด เฝ้าดูขณะทารกดูดนม และแจ้งแพทย์หากมีประวัติในครอบครัว

แหล่งอ้างอิง

  1. NIHpubmed.ncbi.nlm.nih.gov
  2. Nct.orgTongue tie babies
  3. NHSTongue tie

บทความที่เกี่ยวข้อง

e3021 3 blog 1
  • ของเล่นเสริมพัฒนาการ

5 การเล่นเชิงสร้างสรรค์ ให้เด็กเรียนรู้และเติบโต ส่งเสริมพัฒนาการหลากหลาย

5 การเล่นเชิงสร้างสรรค์ ให้เด็กเรียนรู้และเติบโต ส่งเสริมพัฒนาการหลากหลาย ตอนที่คุณยังเด็ก คุณสนุกกับการเล่นสวมบทบาทสมมติใช่ไหม? จินตนาการว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เจ้าหญิง

24 มิ.ย. 25676 นาที
คุณแม่อุ้มลูกแรกเกิดรอฉีดวัคซีนที่คลินิกเด็ก

วัคซีนเด็กแรกเกิด มีอะไรบ้าง ตารางวัคซีนพื้นฐานล่าสุด ที่พ่อแม่ต้องรู้

สรุปตารางวัคซีนพื้นฐานตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่แรกเกิดถึง 4 ปี พร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนพาลูกไปฉีด และการดูแลหลังฉีดวัคซีน

23 พ.ค. 25675 นาที
คุณแม่หลังคลอดพักผ่อนกับลูกน้อยที่บ้าน

7 ภาวะหลังคลอด มีอะไรบ้าง? ที่คุณแม่ควรรับมือ

การอุ้มท้องลูกน้อย คนเป็นแม่อาจจะคิดว่าคงเป็นอะไรที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมไปว่าหลังคลอด ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรให้ความสนใจเช่นกัน เพราะหลังการคลอด คุณแม่มักจะเจอกับอาการที่เรียกว่า "ภาวะหลังคลอด"

15 พ.ค. 25674 นาที