Search
Close this search box.

5 โรคที่พบในเด็ก ช่วงฤดูฝน พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง

โรคที่พบในเด็ก

เรื่องที่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเด็กที่มีร่างกายยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ โรคที่พบในเด็กในช่วงฤดูฝนนั้นมีหลากหลาย จากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ไปจนถึงโรคที่มาจากเชื้อไวรัสทางน้ำ หรือแมลงป่า ในบทความนี้จะกล่าวถึงสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันโรคต่างๆ ที่พบในเด็กในช่วงฤดูฝน

rainy season disease

คุณพ่อ และคุณแม่หลายท่านอาจสงสัยว่าเด็กช่วงฤดูฝนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคมากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ หรือไม่? คำตอบคือใช่ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่สมบูรณ์อย่างเพียงพอ ดังนั้น การระวังโรคในช่วงฤดูฝนเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำ

นอกจากนี้ การติดเชื้อโรคในช่วงฤดูฝนมีความเสี่ยงสูงขึ้นเนื่องจากอากาศชื้น ฝุ่นละอองและเชื้อราที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ดังนั้นการป้องกันโรคในช่วงฤดูฝนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เพื่อช่วยให้พ่อแม่รู้จักกับโรคที่พบในเด็กในช่วงฤดูฝนและวิธีป้องกัน เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ 5 โรคที่พบในเด็กในช่วงฤดูฝนที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง โดยจะมีการอธิบายอาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีรักษาให้เข้าใจง่าย ๆ และเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ทุกคน

โรคที่พบในเด็กช่วงฤดูฝน

ฤดูฝนเป็นเวลาที่โรคต่างๆเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นในเด็ก ดังนั้น พ่อแม่ควรเฝ้าระวังสุขภาพของลูกๆในช่วงนี้อย่างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรคต่อไป

1. โรคไข้เลือดออก หรือ โรคไข้เด็งกี

Dengue-fever-or-dengue-fever

โรคไข้เลือดออกมีความหลากหลายของอาการและระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป การรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการและภาวะทางการแพทย์ของผู้ป่วย หากมีอาการเช่นนี้ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง.

การป้องกันโรคไข้เลือดออกเด็งกี่รวมถึงการป้องกันไม่ให้โดนยุงลายกัด ด้วยการใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมส่วนต่าง ๆ และการใช้สารกันยุงในพื้นที่ที่มีโอกาสถูกยุงกัดด้วย การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเช่น ตั้งกล่องเก็บน้ำให้ไม่ให้เกิดน้ำขังเป็นต้น

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) มีลักษณะอาการที่แบ่งออกเป็นสองระดับหลัก ๆ ได้แก่:

  1. ไข้เด็งกี่ (Dengue Fever):

    • อาการไข้สูงลอยในช่วง 39-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2-7 วัน
    • ปวดศีรษะ
    • ปวดท้องแถวลิ้นปี่
    • ปวดคอและกล้ามเนื้อ
    • อาจมีคอแดง
    • อาเจียน
    • จุดเลือดออกใต้ผิวหนังบางครั้ง
  2. ไข้เลือดออกเด็งกี่ (Dengue Hemorrhagic Fever):

    • อาการคล้ายไข้เด็งกี่ แต่จะมีเลือดออกมากกว่า โดยเฉพาะในวันที่ 3-7 ของโรค
    • อาเจียนมากขึ้น
    • ปวดท้องและตับโตขึ้นได้
    • ความดันอาจต่ำและช็อค

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง เพราะอาจเกิดอาการที่รุนแรงขึ้นได้

2. โรคอักเสบทางเดินหายใจ

Respiratory-inflammatory-disease

โรคอักเสบทางเดินหายใจ เช่น หวัด, ไข้หวัด, และภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เป็นโรคที่พบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากช่วงนี้มีอากาศที่ชื้น อาจทำให้ฝุ่นละอองและเชื้อโรคระเหยอยู่ในอากาศมากขึ้น

อาการของโรคอักเสบทางเดินหายใจ อาจมีไข้ น้ำมูก ไอ หรือเจ็บคอ รวมไปถึงเหนื่อยง่าย และหายใจเข้าได้ลำบาก

โรคอักเสบทางเดินหายใจมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ดังนั้นหากเด็กมีอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการเป็นมากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาให้เหมาะสม

การป้องกันโรคอักเสบทางเดินหายใจ สามารถทำได้โดย

  1. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงพอและคุณภาพดี และโปรดรับประทานน้ำเพียงพอ
  2. สังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเป็นประจำ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา
  3. รักษาความสะอาดและอุณหภูมิของบ้าน โดยหลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างระหว่างเวลาฝนตก และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

3. โรค RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus

Respiratory-Syncytial-Virus-scaled

RSV (Respiratory Syncytial Virus) นี้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีประโยชน์ โรคที่เกี่ยวข้องกับไวรัส RSV มีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่อาจมีอาการรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่อาจพบการติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบได้

การป้องกันไวรัส RSV นั้นยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่เฉพาะเจาะจงไว้ ดังนั้นการป้องกันจำเป็นต้องเน้นการป้องกันการติดเชื้อ โดยการ:

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย
  • สวมหน้ากากอนามัยในกรณีที่มีการเข้าถึงสถานที่แออัดหรือมีคนเป็นโรค
  • ล้างมือบ่อยครั้งด้วยสบู่และน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดหรือประชุมคนมาก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาและป้องกันโรคเป็นไปตามความเข้าใจที่ถูกต้องของสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น หากมีความสงสัยหรือมีอาการที่เป็นผลของโรคต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมและถูกต้อง.

4. โรคไข้หวัดใหญ่

influenza

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดต่อที่ระบาดในช่วงเวลาบางครั้ง มีสาเหตุมาจากไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมักพบในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลกและมีผู้ติดเชื้อประมาณ 15% ของประชากรทั่วโลกในแต่ละปี โดยมีสายพันธุ์ไวรัสหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) ที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการไอหรือหายใจรดกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ได้แก่:

  • ไข้สูงเฉียบพลัน (39 – 40 องศาเซลเซียส)
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกระบอกตา
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลียมาก
  • คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหลลักษณะใส
  • อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน

การรักษาขึ้นอยู่กับอาการ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการรักษาอาการและให้ยาต้านไวรัสในรายที่รุนแรง การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้โดยใช้วัคซีนป้องกันที่มีผลดีในการลดความรุนแรงของโรคและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในสังคม นอกจากนี้การรักษาพฤติกรรมเรื่องสุขอนามัยเช่น การล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสจมูกหรือตาเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

5. โรคมือเท้าปาก

Hand-foot-mouth disease

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) เป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วไป แต่มักพบมากในช่วงหน้าฝน โรคนี้สามารถติดต่อผ่านทางการไอ จาม ทางน้ำลาย อุจจาระ และการสัมผัสสิ่งของที่มีการสัมผัสร่วมกันได้ เช่น ผ่านการจับถือของเด็ก โดยโรคมักพบมากในเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี แต่อาจเกิดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

อาการของโรคมือเท้าปากได้แก่:

  • ไข้สูงและอ่อนเพลีย
  • หลังจากไข้ 2-3 วันจะเกิดตุ่มน้ำใสบริเวณมือ และเท้า รวมถึงปากและกระพุ้งแก้ม และบางครั้งอาจพบบริเวณก้นด้วย
  • การเกิดแผลร้อนในปาก ทำให้เด็กมักไม่อยากกินอาหารหรือน้ำ เนื่องจากอาการเจ็บแผลในปาก
  • อาการจะดีขึ้นใน 3-5 วันและบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนที่อาจทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันโรคมือเท้าปากคือ:

  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ใช้ภาชนะส่วนตัวที่แยกจากผู้อื่น
  • ล้างมือบ่อยครั้ง
  • ทำความสะอาดของเล่นที่เด็กใช้บ่อยๆ
  • วัคซีนป้องกัน Enterovirus 71 สามารถช่วยป้องกันโรคนี้ได้ โดยเป็นวัคซีนที่เป็นไปในทางที่ดีและป้องกันโรคมือเท้าปากที่เกิดจากไวรัส Enterovirus 71 แต่เนื่องจากราคาสูง ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

สรุป

ในช่วงฤดูฝน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจมักมีการระบาดมากขึ้น ซึ่งพ่อแม่ควรเฝ้าระวังและมีการดูแลเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โรคที่พบในเด็กในช่วงนี้ได้แก่:

  1. โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever): โรคที่ติดต่อผ่านยุงลาย อาการที่พบได้แก่ไข้สูง, ปวดเมื่อย, ปวดศีรษะ, และอาจมีผื่นผิวหนัง ควรกำจัดแหล่งน้ำขังและใส่เสื้อผ้ากันยุงให้ดี.

  2. โรคอักเสบทางเดินหายใจ: เช่น ไข้หวัด, โรคคออักเสบ อาจมีอาการไข้สูง, เจ็บคอ, ไอ, จาม เป็นต้น ควรล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย.

  3. โรค RSV (Respiratory Syncytial Virus): เป็นไวรัสที่เข้าทำลายทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจเป็นอันตรายต่อทารก และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยและปฏิบัติมาตรการสะอาดมือ.

  4. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): อาการสำคัญคือไข้สูง, ไอ, จาม, และอาจมีอาการอื่นๆ เช่นปวดเมื่อย ควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด.

  5. โรคมือเท้าปาก: โรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส มักเกิดตุ่มน้ำใสบริเวณมือ, เท้า, และปาก ควรเฝ้าระวังการสัมผัสและทำความสะอาดอย่างสม่ำเ

พ่อแม่ควรเฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่มีอยู่ดังนี้:

  • ให้ความสำคัญกับการล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่และน้ำ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ
  • ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและสิ่งของที่ใช้บ่อยๆ
  • ให้เด็กทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินเพียงพอ
  • รักษาความสะอาดของเด็ก รวมถึงสิ่งของที่เด็กใช้
  • หมั่นให้เด็กหลับพักผ่อนเพียงพอ
  • ให้เด็กออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อและช่วยปกป้องสุขภาพของเด็กในช่วงฤดูฝนได้และสร้างสภาวะที่ปลอดภัยที่สุดให้กับเด็กของคุณ.

Share the Post:
preloader