ถ้าลูกน้อยของคุณมีอายุราวๆ 2-4 สัปดาห์ และร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ กล่อมยังไงก็ไม่หยุดร้อง หรือบางทีก็ร้องไห้เสียงดังกลางดึก โดยไม่ทราบสาเหตุ คุณพ่อและคุณแม่ อย่าได้ชะล่าใจ เพราะนี่อาจเป็นภาวะที่แอดจะพามารู้จักกันอย่าง "โคลิค"
- โคลิค คืออะไร?
- สาเหตุของภาวะโคลิค
- รับมือภาวะโคลิคอย่างไร?
- โคลิค อันตรายหรือไม่
- สัญญาณเตือนที่ควรไปพบแพทย์
โคลิค คืออะไร?
โคลิกในทารก คือ อาการที่ลูกน้อยร้องไห้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และภาวะโคลิคมักจะเกิดขึ้นในเวลาเดิม ซ้ำๆ ของทุกวัน อย่างไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป "คนสมัยก่อนจึงเรียกอาการนี้ว่า เด็กเห็นผี"
นิยามที่แพทย์ใช้กันทั่วไปคือ "กฎของเลข 3" ได้แก่ ทารกที่สุขภาพแข็งแรงดี ร้องไห้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และเป็นต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ มักร้องช่วงบ่ายถึงค่ำ ร้องเสียงดังเหมือนเจ็บปวด หน้าแดง กำมือ งอขาเข้าหาท้อง และปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด (ข้อมูลจาก HealthyChildren.org)
สาเหตุของการเกิดโคลิค (Colic)
สาเหตุของการเกิดภาวะ "โคลิค" ในทารก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่เด็กมองเห็นผีแต่อย่างใด แต่จนถึงปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ปัจจัยที่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องมีดังนี้
- ระบบย่อยอาหารที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
- กรดไหลย้อน
- การแพ้อาหาร เช่น แพ้โปรตีนนมวัว
- มีลมหรือแก๊สในท้องมาก
- ถูกรบกวนหรือถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก
- ปัญหาจากการป้อนนม
รับมือภาวะโคลิคอย่างไร?
1. สังเกตอาการลูกน้อย
สังเกตสิ่งที่ทำให้ลูกน้อยไม่สบายตัว เช่น หิว ผ้าอ้อมเปียก ร้อนหรือหนาวเกินไป เสื้อผ้ารัด หรือเสียงและแสงที่มากเกินไป ให้นมตามสัญญาณหิวของลูก แต่ไม่จำเป็นต้องให้นมทุกครั้งที่ร้อง เพราะการกินมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดและงอแงมากขึ้น หลังกินนมควรจับลูกเรอทุกครั้ง
2. พาลูกน้อยเปลี่ยนบรรยากาศ
พาลูกน้อยนั่งรถเข็นเปลี่ยนบรรยากาศ โดยไปด้านนอกบ้านบ้าง อาจช่วยได้
3. ต้องการดูดอะไรบางอย่าง
การที่ลูกน้อยงอแงอาจไม่ได้เป็นเพราะหิวนม แต่ต้องการดูดอะไรบ้างอย่าง อย่างที่เห็นบ่อยๆว่าเด็กดูดนิ้ว นอกจากนี้การอุ้มแนบอก โยกตัวเบา ๆ เปิดเสียงซ่าเบา ๆ (white noise) หรืออุ้มลูกด้วยเป้อุ้มเด็กเดินไปมา ก็ช่วยให้ทารกหลายคนสงบลงได้
ข้อควรระวัง: ห้ามเขย่าตัวลูกไม่ว่ากรณีใด การเขย่าทารกแม้เพียงไม่กี่วินาทีอาจทำให้สมองได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต (Shaken Baby Syndrome) หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกเครียดหรือโกรธจนทนไม่ไหว ให้วางลูกนอนหงายในเปลหรือเตียงที่ปลอดภัย แล้วเดินออกมาพักสงบสติอารมณ์สักครู่ หรือขอให้คนอื่นช่วยดูแลแทน (อ่านเพิ่มเติมจาก KidsHealth) และเมื่อลูกหลับ ให้นอนหงายบนที่นอนแน่น ไม่มีหมอน ผ้าห่ม หรือตุ๊กตาในเตียง
การรักษาเด็กที่มีภาวะโคลิค
เมื่อเป็นหวัดก็แค่รักษา แต่สำหรับภาวะโคลิคนี้ ไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน จึงยังไม่มีวิธีรักษาอย่างเฉพาะ ไม่ควรซื้อยาหรือยาขับลมมาให้ลูกเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยอาการโคลิคจะดีขึ้นหรือหายไปเอง เมื่อลูกน้อยอายุ 3-4 เดือนนั่นเอง
คำแนะนำสำหรับลูกน้อยมีภาวะโคลิค
สำหรับการดูแลและรับมือกับลูกน้อยที่มีอาการโคลิค เพื่อส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นมือใหม่รู้ว่าอาการนี้เป็นส่วนปกติของทารกและจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การให้ความรักและการรอคอยที่อดทนสามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและเติมเต็มความปลอดภัยให้กับทารกได้
โคลิค (Colic) เป็นอันตรายหรือไม่?
โคลิค (Colic) โดยทั่วไปไม่ใช่โรคอันตราย ทารกที่เป็นโคลิคส่วนใหญ่ยังกินนมได้ดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ และอาการมักหายไปเองเมื่ออายุ 3–4 เดือน แต่ภาวะนี้ทำให้พ่อแม่เหนื่อยล้าและเครียดได้มาก และการร้องไห้ไม่หยุดอาจมาจากโรคอื่นที่ต้องรักษา จึงควรให้แพทย์ตรวจเพื่อแยกสาเหตุอื่นออกก่อน (ดูข้อมูลจาก NHS) หากลูกร้องจนนอนไม่พอ อ่านเพิ่มเติมที่ ลูกไม่นอนกลางคืน ทำอย่างไรดี
สัญญาณว่าควรไปพบแพทย์
ถึงแม้ภาวะนี้จะเป็นปกติของเด็กน้อย แต่ถ้าหากพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น รับประทานอาหาร หรือการร้องไห้ที่ผิดปกติ หรือพบว่าลูกน้อยมีอาการนี้ ควรไปพบแพทย์ด่วนเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย
- ร้องไห้นาน และร้องไห้หนัก
- ไม่ยอมกินนม
- อุจจาระออกมาเป็นเลือด
- ผิวซีด หรืออาการตัวเขียว
- เกิดอาการชัก
- มีไข้ (ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ต้องพบแพทย์ทันที) อาเจียนพุ่ง หรือซึมผิดปกติ
สรุปแล้ว ภาวะโคลิค ไม่ใช่โรคที่อันตรายอย่างไร แต่เพียงเป็นอาการที่รบกวนจิตใจคุณเป็นพ่อแม่มือใหม่เท่านั้น แต่ก็ควรจะเรียนรู้วิธีรับมือง่ายๆ ไว้เพื่อสังเกตอาการของลูกน้อย อ่านมาถึงตรงนี้หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากการอ่านบทความนี้ ไม่มากก็น้อย


